Handmake Soap
   

Free Web Hosting

 

สบู่
เกิดจากการทำปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์กับน้ำมัน ซึ่งอาจจะเป็นน้ำมันพืชหรือน้ำมันสัตว์ก็ได้ กระบวนการนี้เรียกว่า saponification ที่ทำให้ผลผลิตที่ได้กลายเป็นของแข็งลื่น มีฟอง ซึ่งเป็นส่วนผสมของสบู่ 5 ส่วน และกลีเซอรีน 1 ส่วน ใช้ทำความสะอาดขจัดคราบสิ่งสกปรก
มีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่า การค้นพบสบู่นั้นเป็นการค้นพบโดยบังเอิญ ในยุคโรมันที่มีการบูชายัญสัตว์บนแท่นบูชาที่ทำด้วยไม้ ซึ่งแท่นบูชานี้ตั้งอยู่บนเนินเขา เมื่อมีการบูชายัญสัตว์และมีการเผาบนแท่นบูชา ไขมันสัตว์ก็ผสมกับขี้เถ้า เมื่อฝนตกลงมาก็เกิดเป็นก้อนสีขาว ไหลไปตามลำธารที่อยู่เชิงเขา เมื่อชาวบ้านนำเสื้อผ้ามาซักที่ลำธารหลังจากฝนตกก้อนขาวๆ นี้จะช่วยให้ซักผ้าได้ง่ายขึ้น สะอาดขึ้น จากการค้นพบนี้เองจึงมีการผลิตสบู่สืบต่อกันมา


การผลิตสบู่ผสมสมุนไพร

ในสภาวะเศรษฐกิจถดถอย การผลิตสบู่สมุนไพรใช้เอง น่าจะเป็นแนวทางหนึ่งที่ลดค่าใช้จ่าย ช่วยเหลือเศรษฐกิจประชาชนชุมชนได้มาก เพราะวัตถุดิบหลักที่ใช้เป็นวัสดุที่ผลิตเองในประเทศ เกษตรกรสามารถปลูกพืชน้ำมัน และสกัดน้ำมันโดยวิธรการง่าย ๆ นำมาใช้เป็นวัตถุดิบหลัก นอกจากนี้ ในแหล่งชุมชนที่มีไขมันสัตว์เหลือใช้ อีกทั้งสมุนไพร หาได้ในประเทศมากมาย การผลิตสบู่ผสมสมุนไพร จึงเป็นการสนับสนุนการนำสารจากวัสดุธรรมชาติที่ผลิตได้เองมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าราคาถูก ประหยัดและใช้ได้ง่าย จึงน่าที่จะผลิตสบู่สมุนไพร เพื่อนำมาใช้ชำระล้างทำความสะอาดร่างกายและของใช้หรือใช้ซักเสื้อผ้าแทนผงซักฟอกได้ ก่อนที่จะทำการผลิตสบู่สมุนไพร จำเป็นต้องศึกษาวิธีการผลิตอย่างละเอียดก่อน เพื่อความปลอดภัยและจะได้สบู่ที่มีคุณภาพดี
กระบวนการผลิตสบู่ จำเป็นต้องระมัดระวัง ด่างโซเดียมไฮดรอกไซด์ หรือโซดาไฟ (NaOH) ซึ่งทำให้ระคายผิวเมื่อสัมผัส อย่างไรก็ตาม เมื่อด่างทำปฏิกิริยาสะเทินกรดไขมันในน้ำมัน ซึ่งเรียกปฏิกิริยานี้ว่า Saponification ผลที่ได้ก็จะได้สบู่ ที่ปลอดภัยต่อผู้ใช้
ส่วนประกอบของสบู่ มีดังนี้
1. ไขมันหรือน้ำมัน
2. ด่าง
3. น้ำ
4. องค์ประกอบเสริม

1. ไขมันหรือน้ำมัน
ไขมันแต่ละชนิดประกอบด้วยกรดไขมันมากกว่า 1 ชนิด ตามธรรมชาติกรดไขมันเหล่านี้จะไม่อยู่อิสระ แต่รวมตัวกับสารกลีเซอรอลในไขมันอยู่ในรูปกลีเซอไรด์ เมื่อด่างทำปฏิกิริยากับกรดไขมัน กรดไขมันจะหลุดออกจากกลีเซอไรด์ รวมตัวเป็นสบู่ สารที่เกาะอยู่กับกรดไขมันก็จะหลุดออกมาเป็นกลีเซอรีน ดังปฏิกิริยา


กรดไขมันแต่ละชนิดเมื่อรวมตัวกับด่างแล้ว จะให้สบู่ที่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน เช่น กรดลอริก (lauric acid) มีมากในน้ำมันมะพร้าว เป็นกรดไขมันที่ทำปฏิกิริยากับด่างแล้วให้สารที่มีฟองมาก เป็นต้น จากการศึกษาคุณสมบัติของสบู่ที่ได้จากไขมันต่างชนิดกัน พบว่า
1. น้ำมันมะพร้าว สบู่ที่ผลิตได้มีเนื้อแข็ง กรอบ แตกง่าย สีขาวข้น มีฟองมากเป็นครีม ให้ฟองที่คงทนพอควร เมื่อใช้แล้วทำให้ผิวแห้ง
2. น้ำมันปาล์ม ให้สบู่ที่แข็งเล็กน้อย มีฟองน้อย ฟองคงทนอยู่นาน มีคุณสมบัติในการชะล้างได้ดี แต่ทำให้ผิวแห้ง
3. น้ำมันรำข้าว ให้วิตามินอีมาก ทำให้สบู่มีความชุ่มชื้น บำรุงผิว ช่วยลดความแห้งของผิว
4. น้ำมันถั่วเหลือง เป็นน้ำมันที่เข้าได้ดีกับน้ำมันอื่น ให้ความชุ่มชื้น รักษาผิว แต่เก็บไว้ได้ไม่นาน มีกลิ่นหืนง่าย
5. น้ำมันงา เป็นน้ำมันที่ให้วิตามินอี และให้ความชุ่มชื้น รักษาผิว แต่มีกลิ่นเฉพาะตัว
6. น้ำมันมะกอก ทำให้ได้สบู่ที่แข็งพอสมควร ใช้ได้นาน มีฟองเป็นครีมนุ่มนวลมาก ให้ความชุ่มชื้น ไม่ทำให้ผิวแห้ง
7. น้ำมันละหุ่ง ช่วยทำให้สบู่มีฟองขนาดเล็กจำนวนมาก ทำให้สบู่เป็นเนื้อเดียวกันดี สบู่ไม่แตก ทำให้สบู่มีความนุ่มเนียน และช่วยให้ผิวนุ่ม
8. น้ำมันเมล็ดทานตะวัน ทำให้สบู่นุ่มขึ้น แต่ฟองน้อย
9. ไขมันวัว จะได้สบู่ที่มีเนื้อแข็งสีขาวอายุการใช้งานนานมีฟองน้อย ทนนาน แต่นุ่มนวล
10. ไขมันหมู จะได้สบู่ที่มีเนื้อแข็ง อายุการใช้งานนาน ฟองน้อย แต่ทนนาน
11. ขี้ผึ้ง ได้สบู่เนื้อแข็ง อายุการใช้งานนาน ฟองน้อย แต่ทนนาน
12. ไขมันแพะ ได้สบู่เนื้อนุ่ม ได้ความชุ่มชื้นแก่ผิว ผิวนุ่มเนียน

2. ด่าง
ด่างที่ใช้มี 3 ชนิด คือ
1. ขี้เถ้า ใช้ในการผลิตสบู่ในสมัยโบราณ ปัจจุบันมีการพัฒนาใช้เป็นด่างแทน
2. โซดาไฟ (Sodium hydroxide) ทำปฏิกิริยาได้สบู่ก้อนแข้ง
3.โปตัสเซี่ยม ไฮดรอกไซด์ (Potassium hydroxide) ทำปฏิกิริยาได้สบู่เหลว

การผลิตสบู่จำเป็นต้องควบคุมคุณภาพ โดยการวัด pH (การวัดค่าเป็นกรดเป็นด่าง) ทุกครั้งที่ผลิตหลังจากสบู่แข็งตัวแล้ว
การคำนวณปริมาณด่างที่ใช้ในการผลิตสบู่ เป็นสิ่งสำคัญมาก จากการศึกษาค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์ พบว่า pH ของสบู่ควรอยู่ระหว่าง 8 - 10 เมื่อผิวหนังสัมผัสกับสบู่แล้วล้างออกผิวหนังสามารถปรับสภาพได้เหมือนเดิม โดยไม่รู้สึกระคายเคือง ดังนั้น การทำปฏิกิริยาระหว่างกรดไขมันและด่าง จึงต้องทำให้ด่างและไขมันหมดพอดี หรือให้มีไขมันเหลืออยู่เล็กน้อย อย่าให้ด่างเหลือภายหลังทำปฏิกิริยา เพราะด่างจะทำอันตรายต่อผิวหนัง แต่ในทางปฏิบัติมักคำนวณให้ปริมาณด่างที่ใช้น้อยกว่าความเป็นจริง เพื่อทำให้เหลือไขมันประมาณร้อยละ 5 - 8 หลังทำปฏิกิริยา ดังตารางที่ 1
จากตารางที่ 1 แสดงปริมาณด่างที่ใช้ต่อไขมัน 100 กรัม ภายหลังทำปฏิกิริยาจะมีไขมันเหลือประมาณร้อยละ 5 - 8 อย่างไรก็ดี อาจมีความผิดพลาดเนื่องจากการใช้มาตราชั่ง ตวง วัด และปัจจัยการผลิตอื่น ๆ หรือวิธีการผลิตอื่น ที่ทำให้ปริมาณด่างเหลือมากกว่าที่คำนวณไว้ จึงจำเป็นต้องควบคุมคุณภาพ โดยการวัด pH ทุกครั้งที่ผลิตและหลังจากสบู่แข็งตัวแล้ว

3. น้ำ
ปริมาณน้ำที่ใช้ในการทำปฏิกิริยาเป็นปัจจัยที่สำคัญ เพราะหากใช้น้ำมากต้องทิ้งไว้หลายวันสบู่จึงจะแข็งตัว หรือไม่แข็งเลย น้ำน้อยเกินไป อาจทำให้ปฏิกิริยาไม่สมบูรณ์ หากใช้ไขมันแต่ละชนิดรวมแล้ว 100 กรัม ควรใช้น้ำ 35 - 38 เปอร์เซ็นต์ หรือเพิ่มสัดส่วน
4. องค์ประกอบเสริมที่เพิ่มเติมในสบู่
4.1 น้ำหอม
4.2 สารกันหืน
4.3 สารเพิ่มคุณภาพสบู่
4.4 สมุนไพร

*** ดร.ประเทืองศรี สินชัยศรี

กำเนิดสบู่ 1
กำเนิดสบู่ 2
กำเนิดสบู่ 3

 

Copyright by Pornsriri Natural Handmade Soap . All rights reserved. 2004-2007